หน้าแรก
|
แบบสอบถาม
ออกจากระบบ
วัดท้ายยอ
วัดท้ายยอ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๙ บ้านท้ายสระ หมู่ที่ ๘ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่ของจังหวัดสงขลาสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายต้น ๆ กรุงธนบุรี (ประมาณ พ.ศ. ๒๓๑๑) ชื่อเดิมคือ "วัดคงคาวดี" แต่ชาวบ้านมักจะเรียกกันติดปากว่า "วัดท้ายเสาะ" ตามชื่อของหมู่บ้านเก่าแก่ของเกาะยอต่อมาชาวบ้านได้เรียกวัดแห่งนี้ว่า "วัดท้ายยอ" ตามชื่อของเกาะวัดท้ายยอมีโบราณวัตถุที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงาม อาทิ กุฏิเจ้าอาวาสที่เรียกว่า "กุฏิแบบเรือนไทยปั้นหยา" ซึ่งอายุประมาณ ๒๐๐ ปี หรือสร้างขึ้นในช่วงรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยเรือน ๓ หลัง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นภาคใต้ผสมผสานอิทธิพลจีน กุฏิแห่งนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะคือเสาเรือนของกุฏิจะไม่ฝังลงในดิน แต่จะตั้งอยู่บนตีนเสาซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างบ้านเรือนในภาคใต้ อีกทั้งการมุงหลังคาด้วยกระเบื้องเกาะยอและกระเบื้องลอนแบบเก่ามีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ คือเสาเรือนกุฏิจะไม่ฝังลงในดินแต่จะตั้งอยู่บนตีนเสา ซึ่งเป็นที่รองรับเสาอันเป็นลักษณะเฉพาะของบ้านชาวไทยในภาคใต้เท่านั้นนับว่างดงามและหาดูยากแล้วในสมัยปัจจุบันนี้ สำหรับประวัติการสร้างวัดท้ายยอนั้นไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าสร้างในสมัยใด แต่คาดว่าน่าจะเป็นวัดแรกของเกาะยอต่อได้รับบูรณะปฏิสังขรณ์ในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกจากนั้นแล้ววัดท้ายยอยังมีโบราณสถานและโบราณวัตถุควรค่าแก่การศึกษาและเรียนรู้ อาทิ บ่อน้ำโบราณ โรงเรือพระ สถูป หอระฆัง ตลอดถึงร่องรอยของท่าเรือโบราณ ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของชาวเกาะยอ ด้านหลังของวัดท้ายยอเป็นที่ตั้งของเขาพิหารหรือเขาวิหาร ซึ่งประดิษฐานเจดีย์ทรงลังกาที่งดงามควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้สืบไป สำหรับกุฏิแบบเรือนไทยทรงปั้นหยาที่มีอายุกว่า ๒๐๐ ปีนั้น รูปแบบการสร้างตามสถาปัตยกรรมของภาคใต้ที่ถึงพร้อมด้วยมงคลสูตร และมาตราสูตรคือด้านหน้าหันออกสู่ทะเลสาบสงขลามีลานกว้างส่วนด้านหลังเป็นเขาเรียกว่าเขาเพหาร ซึ่งหมายถึงวิหารนั่นเอง ลักษณะเด่นของกุฏิเป็นเรือนหมู่ ๓ หลัง เรียกตามลักษณะมงคลสูตรว่าแบบพ่อแม่พาลูก แต่หากเป็นแบบ ๒ หลังเรียกว่าดาวเคียงเดือน สมาคมสถาปนิกสยามสันนิฐานว่าน่าจะสร้างในช่วงรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เนื่องจากพบว่ามีการใช้วัสดุกระเบื้องที่ขึ้นชื่อของเกาะยอซึ่งทำขึ้นโดยชาวจีน และเป็นนิยมแพร่หลายในสมัยนั้น โดยเฉพาะอาคารบ้านเรือนหรือที่อยู่อาศัยของผู้มีฐานะ หรือมีอำนาจบารมี เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือกุฏิเจ้าอาวาส เพราะแต่เดิมในชนบทผู้นำท้องถิ่นด้านการปกครองดูแลลูกบ้านที่สำคัญก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนด้านบรรพชิตในวัดก็คือเจ้าอาวาส เพราะฉะนั้นการสร้างบ้านหรือกุฏิ จึงสร้างให้เฉพาะคนกลุ่มนี้ คนธรรมดาสามัญไม่นิยมสร้างบ้านแบบนี้กัน คำว่า "เรือนสูตร" หรือ "สูตรเรือน" และ "มงคลสูตร" ผู้รู้ได้อธิบายไว้ว่าคนโบราณเชื่อว่าในการสร้างอาคารบ้านเรือน มี ๒ สาย คือสายสัมมาทิฐิ เช่น การสร้างบ้านที่อยู่อาศัยสร้างศาลา สร้างกุฏิ เป็นต้น ซึ่งจะออกหน้าจั่วก่อนหมายถึงจะเริ่มด้วยการสร้างจั่วก่อน ส่วนอื่นจึงน่าจะสอดรับกับภาษิตที่ว่ารักดีหามจั่ว สายมิจฉาทิฐิ เช่น การสร้างโรงเรือน เตาเผาสุรา โรงบ่อนการพนัน จะออกเสาก่อนคือการเริ่มต้นด้วยการขุดหลุมลงเสาก่อน ซึ่งสอดรับกับภาษิตที่ว่ารักชั่วหามเสาด้วยเชื่อว่าจะมีความหนักแน่นในกิจการ นอกจากนั้นในทางมงคลสูตรยังเกี่ยวข้องกับการกำหนดวัน เดือน ปี และเวลาในการหาฤกษ์ยามที่เป็นมงคลและความเป็นสิริมงคลอื่น ๆ เช่น รวย มิ่ง เจริญ มั่งคั่ง มาเป็นหลักในการยกเสา การสวดมนตร์ การไหว้พระภูมิเจ้าที่ การหันหน้าบ้านไปยังทิศมงคล การสร้างบ้านให้อยู่ในลักขณา "ลอยหวัน" ไม่สร้างเป็น "ขวางหวัน" รัศมีขององค์พระทรงศร(แสงอาทิตย์)เชื่อว่าเป็นมงคล คำว่าขวางก็ให้ความหมายในทาง "ขัดขวาง" ฟังแล้วก็ไม่เป็นมงคล ในด้านมงคลสูตรได้กำหนดแม้แต่การเลือกไม้หรือวัสดุมาใช้ เช่น ไม้กอมาสร้างเป็นเสาบ้าน ความหมายก็คือจะแตกเป็นกอกอออกลูกออกหลานและให้เกิดสิ่งดี ๆ สู่บ้านเรือน และจะใช้ไม้นาคบุกทำเป็นบันไดด้วยความเชื่อถือเกี่ยวกับบันไดนาคที่มีเสียงคำว่านาคที่พ้องเสียงกัน และใช้ไม้กลิ่นหอมชื่นใจเปรียบเสมือนการต้อนรับเข้าสู่ตัวบ้านด้วยความชุ่มชื่นใจ สำหรับกระเบื้องดินเผาไม่ว่าจะเป็นอิฐเผาหรือกระเบื้องหากนำมาสร้างกุฏิแล้วช่างจะกำหนดให้คุณภาพดีเลิศ และกระเบื้องที่นำมาใช้มุงหลังคาใช้ก็ของเกาะยอเอง เพราะว่ามีชื่อเสียงและให้รับความนิยมมาก จนมีคำกล่าวยืนยันว่า "ทิ้งทำหม้อ เกาะยอทำอ่าง หัวเขาดักโพงพาง บ่อยางทำเคย แม่เตยสานสาด" เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ มีการบูรณะพระวิหารพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎ์ธานีพระองค์ได้ทรงกำหนดให้ใช้กระเบื้องของเกาะยอในการมุงหลังคาพระวิหารพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎ์ธานี ที่กล่าวมานี้ล้วนแต่กำหนดการเป็นมงคลสูตร คือสูตรแห่งการเกิดมงคลในการสร้างอาคารบ้านเรือนอันจะส่งผลดี หรือเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของผู้อยู่อาศัยทั้งสิ้น